วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

สัปดาห์ที่ 11 หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 การเขียนรายงานผลการดำเนินงาน Reporting

การรายงานผลมีความสำคัญอย่างไร ต่อการจัดการศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้

รายงานผลการตรวจสอบผลการดำเนินงาน เป็นเอกสารสำคัญในการบริหารงานคุณภาพที่ผู้ทำหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบต้องจัดทำบันทึกและเก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบรายงานผลการตรวจสอบผลการดำเนินงาน เป็นส่วนสำคัญในการแสดงข้อมูลอย่างเป็นระบบให้กับผู้บังคับบัญชา หรือสาธารณชนได้รับทราบผลการดำเนินงาน และเป็นการนำเสนอเพื่อปรับปรุงในการดำเนินงานครั้งต่อ ๆ ไป

สัปดาห์ที่ 11 หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 การประสานงาน CO-ORDINATION

1. สิ่งสำคัญเบื้องต้นของการประสานงานมีอะไรบ้าง

1. การจัดวางหน่วยงานที่ง่าย (Simplified Organization)
1.1 การแบ่งแผนกซึ่งช่วยในการประสานงาน กล่าวคือ การจัดแผนกต่าง ๆ บางแผนกมีความจำเป็นต้องประสานกันควรอยู่ใกล้ชิดกัน เนื่องจากการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้ที่ทำงานอันเกี่ยวเนื่องอย่างใกล้ชิดกันมากขึ้น
1.2 การแบ่งตามหน้าที่
1.3 การจัดวางรูปงานและระเบียบการที่ชัดแจ้งแก่ทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้อง

2. การมีโครงการและนโยบายอันสอดคล้องต้องกัน(Harmonized Program and Policies)

3. การมีวิธีติดต่องานภายในองค์การที่ทำไว้ดี (Well – Designed Methods of Communication)
- แบบฟอร์มในการปฏิบัติงาน (Working Papers)
- รายงานเป็นหนังสือ (Written report)
- เครื่องมือวิทยาศาสตร์ในการติดต่องาน เช่น ระบบการติดต่อภายในโรงพิมพ์ เป็นต้น

4. เหตุที่ช่วยให้มีการประสานงานโดยสมัครใจ (Aids to Voluntary Coordination)

5. ประสานงานโดยวิธีควบคุม (Coordination through Supervision)
หัวหน้างานมีหน้าที่จะต้องคอยเฝ้าดูการดำเนินปฏิบัติงานต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างสอดคล้องและจะต้องใช้วิธีประเมินผลการปฏิบัติงานทุกระยะจะได้ทราบข้อบกพร่องหาทางแก้ไขให้การปฏิบัติงานถูกต้องยิ่งขึ้น



2. เทคนิคการประสานงาน (Techniques Coordination) มีอะไรบ้าง

1. จัดให้มีระบบการติดต่อสื่อสารทั้งภายในหน่วยงานและภายนอกหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ
2. การกำหนดอำนาจหน้าที่และตำแหน่งงานอย่างชัดเจน
3. การสั่งการและการมอบหมายอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ
4. การใช้คณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ประสานงานโดยเฉพาะการประสานงานภายในองค์การ
5. การจัดให้มีการประสานงานระหว่างพนักงานในองค์การ
6. การจัดให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชา
7. การติดตามผล



3. จงอธิบายอุปสรรคของการประสานงาน มาพอเข้าใจ

1. การขาดผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารที่มีความสามารถ
2. การปฏิบัติงานไม่มีแผน ซึ่งเป็นการยากที่จะให้บุคคลอื่น ๆ ทราบวัตถุประสงค์และวิธีการในการทำงาน
3. การทำหน้าที่ความรับผิดชอบและอำนาจไม่ชัดแจ้งทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความกังวลใจและอาจไปก้าวก่ายงานของบุคคลอื่นก็ได้
4. ระยะทางติดต่อห่างไกลกัน
5. การขาดการติดต่อสื่อสารที่ดีย่อมท าให้การทำงานเป็นระบบที่ดีของความร่วมมือขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน



4. จากทฤษฎีที่ศึกษามานิสิตคิดว่าศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ใดบ้างที่มีปัจจัยที่ทำให้เกิดการประสานงานที่ดี จงยกตัวอย่างศูนย์ฯ พร้อมอธิบาย



พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จ.ปทุมธานี

มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นสัดส่วน มีผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา มีการจัดการอย่างเป็นระบบ มีแผนการปฏิบัติงานอย่างเป็นระเบียบ มีวิธีประเมินผลการปฏิบัติงานทุกระยะ

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

สัปดาห์ที่ 8 "หน่วยการเรียนรู้ที่ 7การให้บริการทรัพยากรการเรียนรู้"



1. กระบวนการผลิตทรัพยากรการเรียนรู้มีกี่ขั้นตอนอะไรบ้าง
มี 7 ขั้นตอน
1. กำหนดจุดมุ่งหมายและบทบาทของสื่อให้ชัดเจน
2. เลือกสื่อที่เหมาะสม
3. ออกแบบสื่อ
4. ผลิตสื่อ
5. ทดสอบสื่อ
6. เผยแพร่สื่อ และนำไปใช้
7. การตรวจสอบและบำรุงรักษาสื่อ



2. รูปแบบของการให้บริการทรัพยากรการเรียนรู้มีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงยกตัวอย่างพร้อมอธิบาย



1. แบบสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทเดียว คือ เป็นการให้บริการเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ นิตยสาร โดยมีมุมต่างๆ ในการให้บริการ ได้แก่ ห้องสมุด
2. แบบผสมผสานระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ คือเป็นการให้บริการให้ความรู้ทั้งหนังสือ วารสาร นิตยสาร และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่บรรจุเนื้อหาในรูปแบบของดิจิทัล
3. แบบบริการทรัพยากรการเรียนรู้สมบูรณ์ คือ การจัดสื่อสิ่งพิมพ์ และวัสดุ อุปกรณ์ สื่อโสตทัศน์ที่หลากหลายมารวมไว้ในจุดบริการเดียวกัน ซึ่งมีกระบวนการวิธีระบบและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้เข้ามาใช้ โดยจัดให้ผู้ชำนาญเฉพาะสาขาเข้ามาดำเนินการให้บริการ
4. แบบนิทรรศการ โดยนำเสนอในรูปแบบของการบริการให้ความรู้ ในรูปแบบของนิทรรศการถาวร โดยนำแหล่งการเรียนรู้ที่กระจัดกระจาย มาน าเสนอในรูปแบบของนิทรรศการถาวร หรืออาจมีนิทรรศการหมุนเวียนตามเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่ผู้ขอรับบริการสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อที่หลายในนิทรรศการ นั้น ๆ โดยมีการให้เข้าเยี่ยมชม เช่น พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ
5. แบบบันเทิงศึกษา (Edutainment) หมายถึง สถานที่ที่ให้บริการความเรียนรู้ที่รวบรวมรวมสื่อ วัสดุ อุปกรณ์และวิธีการที่หลากหลายแบบมาบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วย การเรียนรู้ การลงมือปฏิบัติ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ที่พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองและเป็นแหล่งการเรียนรู้นอกห้องเรียน ใน
รูปแบบของสื่อปฏิสัมพันธ์



3. การบริการทรัพยากรการเรียนรู้คืออะไร
การบริการทรัพยากรการเรียนรู้ คือ กิจกรรมที่นักเทคโนโลยีการศึกษา หรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบซึ่งแสดงถึงจิตใจ และพฤติกรรมการแสดงออกในการให้ความรู้ ด้วยทรัพยากรทั้งวัสดุ อุปกรณ์ หรือวิธีการ ถึงการให้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งเพื่อให้ผู้รับนั้นพึงพอใจ และเกิดการเรียนรู้จากทรัพยากรการเรียนรู้นั้น



4. ขอบข่ายของงานบริการทรัพยากรการเรียนรู้มีอะไรบ้าง จงอธิบาย

ผลิตสื่อ
• ออกแบบและพัฒนาสื่อเพื่อการเรียนรู้
• ส่งเสริมการนำเสนอสื่อในรูปแบบใหม่
เผยแพร่
ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข่าวสารต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
ให้ความรู้
นำสื่อในรูปแบบที่หลากหลายมากให้กลุ่มเป้าหมายได้ศึกษา โดยมีการให้คำแนะนำ หรืออาจมีกิจกรรมเช่น นิทรรศการ จัดฝึกอบรม ต่าง ๆ

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

สัปดาห์ที่ 7 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 Directing

1. ให้สรุปความหมายของการสั่งการมาพอเข้าใจ
หมายถึง การจัดการของผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจในการสั่งการตามหน้าที่ความรับผิดชอบ ชี้แนะ บุคคล การนิเทศงาน และการติดตามผล เพื่อให้งานดำเนินไปตามแผนหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้



2. ขั้นตอนการสั่งการหรือการอำนวยการมีอะไรบ้าง
1.งานของผู้อำนวยการ มีกิจกรรมดังนี้
1.1 ด้านการวางแผน ; มีส่วนในการกำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดลักษณะงาน ช่วยตีความนโยบายขององค์การให้บุคลากรทราบ พัฒนาสิ่งใหม่ ปรับปรุงระบบและวิธีปฏิบัติให้ดีขึ้น
1.2 ด้านการจัดองค์การ ; มอบหมายงาน แบ่งงาน กำหนดมาตรฐานงาน กำหนดสายบังคับบัญชาและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ดูแลการปฏิบัติงาน
1.3 ด้านการปฏิบัติการของผู้อำนวยการ ; กำหนดการเปลี่ยนแปลงบุคคล ประเมินผลการปฏิบัติแต่ละคน ฝึกบุคคลไว้ทดแทน ดูแลความสัมพันธ์และขวัญแก่บุคลากร ศึกษาความจำเป็นและต้องการของบุคคลากร
1.4 ด้านการควบคุม ; ติดตามวิธีการและขบวนการปฏิบัติ กำหนดมาตรฐานสำหรับงานแต่ละ
อย่าง วัดผลผลิต ตรวจสอบความถูกต้องและปริมาณงาน
2. ข้อเสนอแนะในการอำนวยการ ; ควรจะ
– สร้างการมีส่วนร่วมในการบริหาร เพื่อจูงใจ
– จัดหาทรัพยากรต่าง ๆ ให้แต่ละงาน
– ดูแลกิจกรรมสำนักงานให้เป็นไปตามกฎ วินัย
– สร้างความสัมพันธ์อันดีแก่กัน
– ลดความสูญเปล่าทั้งด้านวัสดุ เงินทุน เครื่องจักร อุปกรณ์
– ประเมินผลการปฏิบัติเพื่อกำหนดค่าแรงให้เหมาะสม
– สำรวจความคิดเห็นของพนักงานที่มีต่อการบังคับบัญชา
– สร้างผู้ช่วยที่มีความสามารถ
– ช่วยเหลือแนะนำผู้ใต้บังคับบัญชา
– รายงานฝ่ายจัดการระดับสูงทราบถึงผลการปฏิบัติงาน



3. องค์ประกอบของการอำนวยการมีอะไรบ้าง
1. ความเป็นผู้นำ ; เป็นกระบวนการของการสั่งการ และการใช้อิทธิพลต่อกิจกรรมต่างๆ ของสมาชิกในองค์การ ให้ยอมตามเพราะยอมรับในอำนาจที่มาจาก 3 แหล่ง คือ ขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมา อำนาจจากบารมี และอำนาจตามกฎหมาย จึงก่อให้เกิดผู้นำ 3 แบบ คือ แบบประชาธิปไตย แบบเผด็จการ และแบบตามสบาย
2. การจูงใจ ; มีความสำคัญต่อการสั่งการหรือการอำนวยการ เพราะเกี่ยวกับบุคลากรให้ปฏิบัติงาน จึงจำเป็นต้องมีการจูงใจหรือกระตุ้นให้อยากทำงาน โดยอาศัยหลักธรรมชาติว่ามนุษย์ต้องการ 5 ระดับได้แก่
ความต้องการขั้นพื้นฐาน คือปัจจัย 4 ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย ความต้องการทางสังคม ความต้องการมีเกียรติยศชื่อเสียง และความต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต
3. การติดต่อสื่อสาร ; เป็นกระบวนการสำคัญช่วยให้การอำนวยการดำเนินไปได้ด้วยดีมีประสิทธิภาพ มี 2 ลักษณะคือ สื่อสารแบบทางเดียว และสื่อสารแบบ 2 ทาง
4. องค์การและการบริหารงานบุคคล จุดมุ่งหมายของนักอำนวยการคือ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและองค์การ ซึ่งต้องการไม่เหมือนกันผู้อำนวยการจึงต้องทำให้เกิดความสมดุลกัน



4. ให้นิสิตอธิบายความสำคัญของการสั่งการกับการจัดการศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้มาอย่างน้อย 5 ข้อ
1. ช่วยให้การจัดการศูนย์ทรัพยากรดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีการอำนวยการหรือการสั่งการที่ดี
2.การสั่งการมีผลกระทบต่อองค์กรหรือศูนย์ทรัพยากรตลอดเวลา ซึ่งอาจมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม
3. หากมีการสั่งการที่ดีจะช่วยให้การจัดองค์กรศูนย์ทรัพยากรนั้นมีความราบรื่นในด้านต่างๆมากขึ้น เช่น ด้านการแบ่งงาน การกำหนดมาตรฐานของงาน เป็นต้น
4. การสั่งการมีผลต่อการควบคุม การตรวจสอบความถูกต้องในด้านต่างๆของศูนย์ทรัพยากร
5. การสั่งการจะช่วยให้บุคคลในองค์กรมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สามารถดูแลให้บุคคลปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบต่างๆได้

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สัปดาห์ที่ 6 ตอบคำถาม หน่วยการเรียนรู้ที่ 5



1. ภารกิจหรือกิจกรรมที่สาคัญ ๆ ของศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้

1. การเลือก จัดหา การลงทะเบียน ทาบัตรรายการ การบริการการใช้ ตลอดจนเก็บบารุงรักษาวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ
2. การผลิตสื่อการสอน เช่น ผลิตวัสดุกราฟิก การบันทึกเสียง ทารายการวิทยุและโทรทัศน์
3. จัดกิจกรรมทางวิชาการ เช่น การฝึกอบรมครูประจาการ การวิจัย การจัดนิทรรศการ ตลอดจนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ฯลฯ
4. การบริหาร เช่น การจัดบุคลากร การนิเทศ การบันทึกรายการ การติดต่อประสานงานและการทางบประมาณ เป็นต้น
5. การประเมินกิจกรรมต่างๆ



2. บทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบในศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ จะประกอบด้วยบุคคล

1. ด้านบริหาร โดยต้องมีการกาหนดวิสัยทัศน์ จุดมุ่งหมายและภารกิจต่างๆ ให้ครอบคลุมงานหรือสิ่งที่ต้องทา การจัดดาเนินงาน การจัดบุคลากร การนิเทศ การติดต่อประสานงาน การทางบประมาณ การกาหนดมาตรฐานของงาน เพื่อให้หน่วยงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
1.1 หัวหน้าหน่วยงาน ซึ่งอาจเรียกได้ว่า หัวหน้าศูนย์หรือผู้อานวยการศูนย์ โดยทั่วไปจะเป็นบุคคลที่จบการศึกษาด้านเทคโนโลยีทางการศึกษาหรือโสตทัศนศึกษาที่มีความรู้ ด้านบริหาร ออกแบบ นิเทศการศึกษา การวิจัย การผลิต และการให้บริการสื่อการศึกษามาก่อน
1.2 หัวหน้างานหรือหัวหน้าฝ่าย จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบงานในแต่ละฝ่าย เช่น หัวหน้าฝ่ายผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ หัวหน้าฝ่ายการบริการสื่อ เป็นต้น
1.3 เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการควบคุม
1.4 พนักงานธุรการ มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานด้านต่างๆ บุคคลที่รับผิดชอบเกี่ยวกับด้านนี้
1.5 เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการบันทึกข้อมูลต่างๆลงในคอมพิวเตอร์หรือพิมพ์เอกสาร หนังสือโต้ตอบ หนังสือคาสั่ง รายงานการประชุม เป็นต้น

2. ด้านการบริการ เป็นภารกิจของศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ที่นาโครงการต่างๆออกสู่ กลุ่มเป้าหมาย เช่น บริการด้านการจัดหาสื่อ บริการด้านการใช้สื่อ ด้านการบารุงรักษา ด้านการให้คาปรึกษา ห้องปฏิบัติการทางภาษา ห้องปฏิบัติการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นต้น
2.1 บรรณารักษ์ โดยจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดหา การให้เลขหมู่ ทำบัตรรายการ
2.2 นักวิชาการคอมพิวเตอร์ จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการติดตั้งการใช้คอมพิวเตอร์ ดูและระบบคอมพิวเตอร์และปฏิบัติงานหน้าที่อื่นๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้
2.3 นายช่างอิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการซ่อมบารุงรักษา ติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ปฏิบัติการเกี่ยวกับเสียง ช่างตัดต่อ ช่างกล้อง จัดซื้อจัดหา ทาบัญชีวัสดุอุปกรณ์ เป็นต้น

3. ด้านการผลิตสื่อ บุคลากรที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เช่น
นักวิชาการโสตทัศนศึกษา จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการออกแบบและผลิตสื่อการเรียนการสอนในระดับต่างๆ การออกแบบประเมินและวิจัยสื่อ
นักวิชาการช่างศิลป์ จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านการออกแบบภาพประเภทต่างๆ ตัวอักษรประกอบคาบรรยายออกแบบแผ่นป้าย แผนภาพประชาสัมพันธ์ ทารูปปั้นจาลองสื่อวัสดุสามมิติและอื่นๆ

4. ด้านวิชาการ ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ต้องมีบทบาทและหน้าที่ในการศึกษาค้นคว้า พัฒนาและเผยแพร่ผลงาน สร้างวัตกรรมใหม่เกี่ยวกับการผลิตและการใช้สื่อ จัดการฝึกอบรม การเผยแพร่ความรู้ การประเมินคุณภาพสื่อ การประเมินการบริการ เป็นต้น

5. ด้านการปรับปรุงการเรียนการสอน ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ต้องมีภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบต่อการศึกษาเป็นสาคัญในการจัดหาสื่อมาใช้ในการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเนื้อหาแต่ละวิชา

6. ด้านกิจกรรมอื่น เช่น มีบทบาทหน้าที่ประชาสัมพันธ์สถาบันต่อชุมชนจัดนิทรรศการหรือจัดการแสดงความก้าวหน้าต่างๆ ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ควรมีกิจกรรมเพื่อให้ความรู้แก่สังคมและจัดแสดงสาธิตนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้กับผู้สนใจ การจัดกิจกรรมลักษณะนี้ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์อย่างหนึ่ง



3. ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ จำแนกเป็น 3 ประเภท

1. บุคลากรทางวิชาชีพ (Professional Staff) ได้แก่ บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ทางด้านเทคโนโลยีทางการศึกษาหรือโสตทัศนศึกษาระดับปริญญาซึ่งถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ (Media Specialists) หรือบางที่อาจเรียกว่านักวิชาการการโสตทัศนศึกษาก็ได้ส่วนใหญ่บุคลากรกลุ่มนี้จะทาหน้าที่เป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารอานวยการประสานเกี่ยวกับสื่อ และอานวยการให้การดาเนินกิจกรรมต่างๆเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

2 บุคลากรกึ่งวิชาชีพ (Paraprofessional Staff) บุคลากรกึ่งวิชาชีพ คือ บุคคลที่ได้วุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพโดยมีหน้าที่ช่วยเหลือบุคลากรทางวิชาชีพเกี่ยวกับด้านเทคนิคหรือด้านบริการ บุคลากรกึ่งวิชาชีพ เช่น พนักงานเทคนิค (Media Techician) พนักงานด้านกราฟิกหรือช่างศิลป์ พนักงานด้านภาพนิ่ง หรือช่างภาพ พนักงานช่างเทคนิค พนักงานด้านวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง

3 บุคลากรที่ไม่มีความรู้ทางวิชาชีพ (Non-professional Staff) บุคลากรประเภทนี้ทาหน้าที่ทางด้านธุรกิจ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ซึ่งจะมีคุณวุฒิหลากหลายจะใช้ความรู้ความชานาญเฉพาะในหน้าที่ของตน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจานวนบุคคลในแต่ละประเภทจะมีมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับนโยบาย ขนาดหรือปริมาณของงาน ขอบเขตของการให้บริการ ลักษณะของระบบงานบริการ จานวนผู้ใช้บริการ และงบประมาณของศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้แต่ละแห่งเป็นสาคัญ



4. ขั้นตอนในการจัดหาสื่อการเรียนการสอน มาใช้บริการในศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้

1. ขั้นการสารวจสภาพของสื่อในสถานศึกษาเพื่อสารวจหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นเป็นข้อมูลมาประกอบการจัดหา ได้แก่
1. การสารวจสื่อวัสดุ (Materials) การสารวจสื่อวัสดุมีรายการที่ต้องการทราบ คือ
- ชนิดของวัสดุ
- ชื่อเรื่อง
- แหล่งที่เก็บ (Location)
- แหล่งที่ได้มา
- สภาพการใช้งานปัจจุบัน
2. การสารวจเครื่องมือ (Equipments)
- ชนิดของเครื่องมือ
- แบบ/รุ่น
- แหล่งที่เก็บ
- แหล่งที่ได้มา
- จานวน
- สภาพการใช้งานปัจจุบัน

2. การสารวจสถานที่ เป็นขั้นตอนการสารวจวางแผนจะให้สถานที่ส่วนใดบ้างในการทากิจกรรม เพื่อเป็นการตรวจสอบดูว่ามีสถานที่และสิ่งอานวยความสะดวกที่ต้องการมีเพียงพอแล้วหรือยังและจะต้องการจัดหาอะไรเพิ่มเติมบ้าง

3. การสารวจความต้องการของผู้ใช้ เพื่อต้องการทราบถึงความต้องการใช้สื่อประเภทต่างๆ โดยนาข้อมูลที่ได้ไปดาเนินการจัดหาให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ดังนั้นก่อนการจัดหาหรือจัดซื้อสื่อมาไว้บริการ จาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสารวจและศึกษาความต้องการของผู้ใช้ก่อนเสมอ

4. ขั้นการจัดหา โดยนาข้อมูลที่ได้มาจากความต้องการแล้วทาเป็นโครงการสั้นๆ หรือโครงการระยะยาวเพื่อวางแผนในเรื่องงบประมาณในการจัดหาต่อไป ในการจัดซื้อผู้เกี่ยวข้องต้องพิจารณาตามลาดับความสาคัญของผู้ใช้โดยจัดซื้อเฉพาะสื่อที่มีคุณภาพ ประหยัดงบประมาณ ก่อนจัดซื้อสื่ออะไรมาไว้บริการจะต้องมีการประเมินค่าสื่อนั้น โดยคณะกรรมการประเมินค่าสื่อเพื่อพิจารณาว่าสื่อหรือวัสดุอุปกรณ์มีคุณค่าต่อการเรียนการสอนมากน้อยเพียงไร มีข้อดีและข้อจากัดอย่างไรเพื่อให้การจัดซื้อจัดหาสื่อมาไว้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่



5. วิธีการจัดซื้อจัดหาวัสดุครุภัณฑ์เพื่อมาใช้ในกิจกรรมและบริการ มีหลักเกณฑ์สาคัญ คือ

1. ความคงทน(Ruggedness) โดยพิจารณาถึงวัสดุที่ประกอบเป็นตัวเครื่องให้ความคงทนแข็งแรง ไม่แตกหักง่าย
2. ความสะดวกในการใช้งาน (Ease of Operation) โดยพิจารณาถึงการควบคุม การบังคับกลไกไม่ซับซ้อนจนเกินไปหรือมีปุ่มต่างๆมากมายเกินไป
3. ความกะทัดรัด (Portability) โดยพิจารณาถึงขนาดของตัวเครื่อง น้าหนัก ความสะดวกในการเก็บและเคลื่อนย้าย
4. คุณภาพของเครื่อง(Quality of Peration) เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับมาตรฐานที่ประกอบรวมกันเป็นไปตามคุณสมบัติต้องการใช้งานเพียงใด
5. การออกแบบ (Design) เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับรูปลักษณ์ว่าสวยงามมีความทันสมัย การติดตั้งอุปกรณ์ประกอบออกแบบให้ใช้ได้ง่าย
6. ความปลอดภัย (Safety) เป็นการพิจารณาว่ามีส่วนใดส่วนหนึ่งที่น่าจะเกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายได้ง่ายขณะใช้งาน
7. ความสะดวกในการบารุงรักษาละซ่อมแซม (Ease of Maitenance and Repair) เป็นการพิจารณาว่ามีส่วนประกอบใดที่ยุ่งยากต่อการซ่อมแซมหรือมีความยากลาบากในการดูแลรักษาหรือมีส่วนประกอบที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงเมื่อชารุดแล้วไม่สามารถซ่อมแซมได้เลย
8. ราคา (Cost) ในการจัดซื้อจัดหาวัสดุอุปกรณ์มาใช้หรือเพื่อบริการควรคานึงถึงราคาซึ่งไม่แพงเกินไปที่สาคัญพิจารณาถึงความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการใช้งานแล้วจึงนาไปเปรียบเทียบกับยี่ห้ออื่น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
9. ชื่อเสียงของบริษัทผู้ผลิต(Reputation of Manufacturer) การพิจารณาบริษัทผู้ผลิตเพื่อจะได้ทราบว่าวัสดุอุปกรณ์ที่ซื้อนั้นมีจานวนและรุ่นที่ผลิตออกมามากน้อยพียงใด
10. การบริการซ่อมแซม (Available Service) อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ควรเป็นแบบที่สามารถซ่อมแซมได้ง่าย รวดเร็วและมีบริการดูแลบารุงรักษาที่เอาใจใส่ดูแลบารุงสม่าเสมอและมีอะไหล่สารองไว้เพียงพอหรือเมื่อมีปัญหาทางบริษัทสามารถแก้ปัญหาให้รวดเร็ว



6. การบริหารบุคคล หมายถึง

ศิลปะในการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเข้ามาทำงานในองค์การ มอบหมายงาน พัฒนาบุคคลและให้พ้นจากงาน โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพของเป้าหมายหรือบริการของศูนย์ฯ หรือหน่วยงานเป็นสำคัญ



7. หลักการบริหารงานบุคคลมี 2 ระบบ คือ

1. ระบบคุณธรรม Merit System ใช้หลักเกณฑ์
1.1 หลักความเสมอภาค เช่น มีสิทธิสอบได้ทุก
1.2 หลักความสามารถ เช่น คัดเลือกผู้มีความสามารถสูงไว้ก่อน
1.3 หลักความมั่นคง เช่น ถ้าไม่ผิดวินัย ก็ไม่ถูกลงโทษให้ออก อยู่จนเกษียณ
1.4 หลักความเป็นกลางทางการเมือง เช้า ห้ามข้าราชการเป็นกรรมการบริษัท
2. ระบบอุปถัมภ์ Patronage System ยึดถือพวกพ้อง เครือญาติ หรือผู้มีอุปการะคุณ



8. การจำแนกตำแหน่งแบ่งได้ 3 ประเภท

1. จำแนกตำแหน่งตามลักษณะตำแหน่ง Position Classification เป็นการจำแนกตำแหน่งโดยถือลักษณะความรับผิดชอบของตำแหน่งเป็นสำคัญ เช่น กลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ การเงิน นิติกร วิศวกร เป็นต้น
2. การจำแนกตำแหน่งตามลักษณะยศ Rank Classification เป็นการจำแนกตำแหน่งตามตำแหน่งที่ประกอบกับชั้นยศ ใช้
กับทหาร ตำรวจ
3. การจำแนกตำแหน่งตามลักษณะชั้นยศทางวิชาการ Academic Rank Classification จำแนกตามคุณลักษณะ
ความเชี่ยวชาญ วิชาการ เช่น ครู อาจารย



9. ขั้นตอนของกระบวนการวางแผนกำลังคนได้แก่

1. ศึกษานโยบายและแผนขององค์การ กระบวนการวางแผนกำลังคน ต้องให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนขององค์การ และคาดคะเนปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่มีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายและแผนขององค์การ เช่น แนวโน้มของธุรกิจนั้น ๆ ในอนาคต, การขยายตัวและการเจริญเติบโตขององค์การ (และคู่แข่ง), การเปลี่ยนแปลงรูปแบบและโครงสร้างองค์การ เป็นต้น

2. การพยากรณ์ความต้องการกำลังคน คล้ายกับการตรวจสภาพกำลังคน แต่การพยากรณ์มุ่งเน้นอนาคต จะอาศัยปัจจัยต่อไปนี้เพื่อ
ช่วยในการพยากรณ์คือ
1. ปริมาณการผลิต
2. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
3. อุปสงค์และอุปทาน
4. การวางแผนอาชีพให้แก่พนักงาน Career Planning



10. การวางแผนกำลังคนที่ดี

1. ภาระงาน Workload หน้าที่ความรับผิดชอบชั่วโมงงาน
2. การออกแบบงาน Job Design เป็นการออกแบบโครงสร้างงานต่างๆ ทั้งองค์การว่ามีกลุ่มงานอะไรบ้าง
3. การวิเคราะห์งาน Job Analysis วิเคราะห์งานแต่ละตำแหน่ง กำหนดคุณลักษณะที่จำเป็นแต่ละตำแหน่ง เช่น ความสำคัญของงาน ระดับความเป็นอิสระ ตัวบ่งชี้ผลลัพธ์ของงาน ความรู้ความสามารถและทักษะที่จำเป็น เพื่อกำหนดรายละเอียดของตำแหน่ง Job Description และคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง Job Specification
4. รายละเอียดของตำแหน่งงาน Job Description เป็นการกำหนดชื่อตำแหน่งงานที่ต้องปฏิบัติ
5. คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง Job Specification เป็นการกำหนดรายละเอียดในต าแหน่งลึกลงไปอีก
6. การทำให้งานมีความหมาย Job Enrichment เป็นวิธีการจูงใจและพัฒนาบุคลากรให้เกิดความพึงพอใจในการทำงาน (จิ๋วแต่แจ๋ว, เล็กดีรสโต) (Job Enlargement) เล็ก ๆ มิต้าไม่ ใหญ่ ๆ มิต้าทำ



11. บุคลากรด้านทรัพยากรการเรียนรู้มี 3 ปะเภท

1. ด้านบริหาร โดยต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์ จุดมุ่งหมายและภารกิจต่างๆ ให้ครอบคลุมงานหรือสิ่งที่ต้องทำ การจัดดำเนินงาน การ
จัดบุคลากร การนิเทศ การติดต่อประสานงาน การทำงบประมาณ การกำหนดมาตรฐานของงานเพื่อให้หน่วยงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

2. ด้านการบริการ เป็นภารกิจของศูนย์สื่อการศึกษาที่นำโครงการต่างๆออกสู่ กลุ่มเป้าหมาย เช่น บริการด้านการจัดหาสื่อ บริการด้านการใช้สื่อ ด้านการบำรุงรักษา ด้านการให้คำปรึกษา ห้องปฏิบัติการทางภาษา ห้องปฏิบัติการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นต้น ซึ่งแนวทางในการกำหนดภารกิจด้านบริการควรสะท้อนปรัชญาที่ยึดความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก

3. บุคลากรด้านการผลิตสื่อ

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สัปดาห์ที่ 5 ประเภทของศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้

ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้
แบ่งได้ 3 ประเภท
1. ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ การศึกษาในระบบโรงเรียน คือหน่วยงานที่สนับสนุนการเรียนการสอนทั้งสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ ซึ่งมีการดำเนินการได้หลายลักษณะและมีชื่อเรียกต่างกัน ได้แก่ ศูนย์สื่อการศึกษา หรือหน่วยบริการสื่อการศึกษา, ศูนย์โสตทัศนศึกษา หรือหน่วยโสตทัศนศึกษา, ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา หรือหน่วยเทคโนโลยีการศึกษา, ศูนย์วิทยาการหรือสถาบันวิทยบริการ, ศูนย์ทรัพยากรการศึกษา
หรือศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้
2. ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ การศึกษานอกระบบ เป็นศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ ที่มีเป้าหมายโดยมุ่งการให้บริการกับผู้เรียนที่มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ผู้เรียนได้รับความรู้ด้านพื้นฐาน ทักษะในการประกอบอาชีพ และทักษะที่จำเป็นสำหรับความรู้ด้านอื่นๆ เป็นฐานในการดำรงชีวิต เช่น ศูนย์ฝึกอาชีพ, ศูนย์การเรียน เป็นต้น
3. ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นศูนย์รวมและให้บริการความรู้โดยมุ่งให้
กลุ่มเป้าหมายได้ศึกษาจากประสบการณ์การทำงาน บุคคล ครอบครัว สื่อมวลชน ชุมชน แหล่งความรู้ต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ ความบันเทิง และการพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ เป็นต้น



ความแตกต่างของศูนย์ทรัพยากรแต่ละประเภท
1. ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ในระบบโรงเรียน เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีการสนับสนุนทางด้านการเรียน การสอน ทั้งวัสดุ อุปกรณ์ ซึ่งเป็นศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ที่จะเกี่ยวข้องกับการศึกษาในระบบเป็นส่วนใหญ่
2. ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้นอกระบบโรงเรียน เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่เน้นทักษะทางด้านการประกอบ อาชีพ การฝึกอาชีพ เพื่อการดำรงชีวิต
3. ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ตามอัธยาศัย เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่เน้นระสงการณ์ด้านการทำงานของประชาชนทั่วๆไป เพื่อเพิ่มทักษะความรู้และการพัฒนาคุณภาพชีวิต



1. ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ การศึกษาในระบบโรงเรียน
1.1 สำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

สถานที่ตั้ง : สำนักคอมพิวเตอร์ 169 ถ.ลงหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131 โทร 0-3810-2770 Fax 0-3839-0046
กลุ่มเป้าหมาย : นิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัยบูรพา
อ้างอิง : http://www.ict.buu.ac.th
1.2 ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม
สถานที่ตั้ง
: โรงบำบัดน้ำเสียส่วนกลางนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง 49/19 ต.ทุ่งสุขลา
อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
กลุ่มเป้าหมาย : ประชาชนและบุคคลทั่วไป
อ้างอิง : http://www.gusco.co.th/gusco_new/rcy_lcb/Rcy_plant_LCB.asp
1.3 ศูนย์วัฒนธรรมผ้าไหม ปักธงชัย
สถานที่ตั้ง
: บริษัท ฉัตรทองไหมไทย จำกัด 78/1 หมู่ 8 ศูนย์วัฒนธรรมผ้าไหมปักธงชัย
ต.เมืองปัก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา 30150
กลุ่มเป้าหมาย : ประชาชนและบุคคลทั่วไป
อ้างอิง : http://www.moohin.com/043/043m003.shtml

2. ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ การศึกษานอกระบบ
2.1 ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร

สถานที่ตั้ง : ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขต ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร
จ.พระนครศรีอยุธยา มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่
กลุ่มเป้าหมาย : ประชาชนและบุคคลทั่วไป ที่สนใจด้านการทำอาชีพเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จาก การเกษตร
อ้างอิง : http://www.thaitambon.com/Centre/Bangsai.htm
2.2 ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร
สถานที่ตั้ง
: มหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) ฝ่ายพัฒนาชุมชนฯ สำนักงานเขตบางกะปิ
กลุ่มเป้าหมาย : สำหรับผู้ว่างงานและประชาชนทั่วไป
อ้างอิง : http://www.info.ru.ac.th/Training%20center-Bkk_in_Ram/index.htm
2.3 โรงเรียนฝึกอาชีพ กทม. (หลวงพ่อทวีศักดิ์ ฯ)
สถานที่ตั้ง
: เพชรเกษม 81 ถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 10160
กลุ่มเป้าหมาย : ประชาชนและผู้สนใจ
อ้างอิง : http://www.luangpor.net/main/personal

3. ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ การศึกษาตามอัธยาศัย
3.1 พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์
สถานที่ตั้ง
: องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนธานี ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร 02 577 9999 โทรสาร 02 577 999
กลุ่มเป้าหมาย : ประชาชน บุคคลทั่วไป
อ้างอิง : http://www.nsm.or.th/nsm2009/sci/index.php
3.2 พิพิธภัณฑ์ขวด พัทยา Bottle Museum Pattaya
สถานที่ตั้ง
: Bottle Museum & Art Center Co.,Ltd. 297/1-5 ตึก Kingston Park ถนน สุขุมวิท
หมู่ 6 ตำบล นาเกลือ อำเภอ บางละมุง จังหวัด ชลบุรี 20150 (ตรงข้ามกับ เมืองจำลอง) ประเทศไทย
กลุ่มเป้าหมาย : ประชาชน บุคคลทั่วไป และชาวต่างชาติ
อ้างอิง : http://www.pattayapreview.com/?p=1228
3.3 พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร
สถานที่ตั้ง
: 810 ถนนกำแพงเพชร แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพ 10900
กลุ่มเป้าหมาย : ประชาชน บุคคลทั่วไป
อ้างอิง : http://www.familynetwork.or.th/node/15652



ตัวอย่างของศูนย์สำหรับการศึกษาตามอัธยาศัยมา



สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ “มิวเซียมสยาม”
นโยบาย

รัฐบาลมีภารกิจที่สำคัญ คือ การทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ทำให้คนไทยมี คุณภาพด้วยการที่สามารถแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ด้วยตนเองได้ตลอดเวลา ดังนั้นสังคมจึงควรมีแหล่งที่จะแสวงหาความรู้ที่มีความหลากหลายในรูปแบบและ เนื้อหา ในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนมากจะมีแหล่งแสวงหาความรู้สำหรับคนในแต่ละช่วงวัย และมีความสนใจต่างๆ โดยมีทั้งห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์นันทนาการและกีฬา โรงละคร หอศิลป์ และสถานที่แสดงดนตรี รวมทั้งสนับสนุนให้ ชุมชนมีกิจกรรมเพื่อการเติบโตของความรู้ สติปัญญา และความงอกงามของจิตใจ สำหรับประเทศไทยซึ่งจำเป็นต้องขยายโอกาสทางการศึกษา ด้วยสถาบันใหม่ที่จะมารองรับการศึกษายุคปฏิรูปให้ทันกับโลกยุคการเรียนรู้ แบบไร้ขีดจำกัด (school without walls) เพราะคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่ให้คุณค่าต่อการศึกษาเรียนรู้ ที่ทำให้สามารถเข้าใจโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สามารถเข้าใจปัญหาที่เผชิญหน้าควบคู่ไปกับความเพลิดเพลิน ประเทศจึงต้องการ "พิพิธภัณฑ์" ในฐานะที่เป็นสถาบันใหม่ที่สะท้อนความมั่นคงของสังคม วัฒนธรรม ลักษณะเฉพาะตน และความภาคภูมิใจในสังคมของตน

วิสัยทัศน์
เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้ความรู้เรื่องความเป็นมาของ บ้านเมือง จนมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน เพื่อก่อเกิดการเรียนรู้ สร้างสำนึกรักบ้านเมืองและท้องถิ่นของตน รวมทั้งเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในลักษณะ"เครือญาติ" กับประเทศเพื่อนบ้านอันเป็นองค์ความรู้ที่นำไปสู่ความมั่นคงและสันติภาพใน ภูมิภาค

กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ คนไทย ประกอบด้วยเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป กลุ่มเป้าหมายรอง คือ คนต่างประเทศ นักท่องเที่ยว



ตัวอย่างผังโครงสร้างของศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้



แหล่งอ้างอิงของโครงสร้างศูนย์ : สำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยบูรพา http://www.ict.buu.ac.th
โครงสร้างดังกล่าวเป็นประเภทใด เพราะเหตุใด
เป็นประเภท Line Organization เป็นรูปแบบการจัดโครงสร้างตามงานที่รับผิดชอบในอำนาจหน้าที่กันเป็นขั้น ๆ จากระดับสูงสุดไปจนกระทั่งต่ำสุด

สัปดาห์ที่ 4 ศึกษาดูงานที่สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา



ฝ่ายบริการสารสนเทศ ชั้น 3 สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา

มีบุคลากร หรือเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 7 คน
มีทำหน้าที่
1. จัดเรียงหนังสือขึ้นชั้นให้ตรงตาหมวดหมู่
2. ให้บริการด้าน ยืม-คืนหนังสือ

*************************************************************************************
การให้บริการต่างๆ
บริเวณชั้น 3 จะเป็นหนังสือภาษาไทยทั้งหมด



1. มุมเด็ก : มุมนี้จะเป็นมุมเล็กๆ มีหนังสือที่เกี่ยวกับเด็กทั้งหมด และมีพื้นที่นั่งให้อ่านหนังสือ มีเก้าอี้โซฟาให้บริการ



2. หนังสือนวนิยาย เรื่องสั้น



3. หนังสือทั่วไป ซึ่งจะจัดเรียงตามระบบดิวอี้ คือ 000-900

*************************************************************************************


ในบริเวณห้อง 302 จะเป็นห้องหนังสือเก่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 - ปี พ.ศ. 2533
ในห้องใหญ่จะมีหนังสือตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2534 จนถึงปัจจุบัน

*************************************************************************************

ระบบดิวอี้



การจัดหมวดหมู่หนังสือตามระบบทศนิยมของดิวอี้ แบ่งหนังสือออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ จากหมวดหมู่ใหญ่ไปหาหมวดหมู่ย่อย
000 เบ็ตเตล็ดหรือความรู้ทั่วไป
100 ปรัชญา
200 ศาสนา
300 สังคมศาสตร์
400 ภาษาศาสตร์
500 วิทยาศาสตร์
600 วิทยาศาสตร์ประยุกต์หรือเทคโนโลยี
700 ศิลปกรรมและการบันเทิง
800 วรรณคดี
900 ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์

*************************************************************************************

ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการให้บริการ (สัมภาษณ์)

1. จะเห็นได้ว่ามีการเพิ่มชั้นหนังสือขึ้น เนื่องจากมีหนังสือมากขึ้น ทำให้พื้นที่อ่านในบริเวณชั้น 3 น้อยลง เพราะทางมหาวิทยาลัยยังไม่มีแนวคิดที่จะย้ายหนังสือ ออกจากห้องสมุด
2. บุคลากรหรือเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ เพราะมีผู้ใช้บริการและหนังสือจำนวนมาก จึงต้องสับเปลี่ยนการทำหน้าที่ และทำงานเพิ่มมากขึ้น
3. เรื่องการใช้เสียงภายในส่วนห้องอ่านหนังสือ
4. ผู้ใช้ห้องสมุดไม่สืบค้นหนังสือจาก WEB OPAC ก่อน จึงมีปัญหาด้านการค้นหาหนังสือ
5. ในช่วงสอบ โต๊ะเก้าอี้จะไม่เพียงพอต่อความต้องการ ของผู้ใช้บริการ
6. ปัญหาการฉีกหนังสือประเภทศิลปกรรม เนื่องจาก หนังสือประเภทนี้จะมีรูปภาพที่สวยงาม

*************************************************************************************

ภาพการศึกษาดูงานฝ่ายบริการสารสนเทศ







*************************************************************************************

หลักการบริหารในการจัดการศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้

การจัดการศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ตามหลักการบริหาร
หลักการบริหารของ Fayol
1. การแบ่งงานกันทำ
2. อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ
3. ระเบียบวินัย
4. เอกภาพในการบังคับบัญชา
5. เอกภาพของการอำนวยการ
6. การถือเอาประโยชน์ส่วนรวมก่อนประโยชน์ส่วนตัว
7. การให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม
8. การรวมอำนาจ
9. การมีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน
10.การจัดระเบียบ
11. ความเสมอภาค
12.ความมั่นคงในการทำงาน
13.ความคิดริเริ่ม
14.ความสามัคคี

หลักการการจัดการที่สำคัญของ Fayol
1. การวางแผน (Planning)
2. การจัดองค์กร (Organizing)
3. การบังคับบัญชา (Command)
4. การประสานงาน (Co-ordination)
5. การควบคุม (Control)

การจัดการตามหลักการบริหาร ของ Oliver Sheldon
Oliver Sheldon ชาวอังกฤษได้พัฒนาความคิดในเรื่องการจัดการและการบริหาร
• หลักการของ Sheldon แบ่งออกเป็ น 3 ประการ
1. การบริหาร (Administration)
เป็ นเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและการประสานงานในหน้าที่ต่างๆ
2. การจัดการ (Management)
เป็ นเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายภายในขอบเขตจำกัดซึ่งก าหนดขึ้นโดยฝ่ายบริหาร
3. หน้าที่ในการจัดองค์การ
เป็นกระบวนการประสานงานระหว่างบุคคลหรือระหว่างกลุ่มบุคคล

การจัดการตามหลักการบริหาร
• Luther Gulilck และ Lyndall Urwick
• Gulilck เป็ นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ส่ วน Urwick เป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการ
• Gulilck ได้เสนอแนวคิดในการจัดการซึ่งเป็ นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร จะต้องดำเนินการ POSDCORB

การจัดการตามหลักการบริหาร POSDCORB
• P (Planning) การวางแผน : เป็ นการกำหนดสิ่งที่ต้องการและวิธีการให้บรรลุผลตามต้องการ
• O (Organizing) การจัดองค์การ : เป็นการกำหนดโครงสร้างที่เป็นทางการของอำนาจ
• S (Staffing) การบริหารงานบุคคล
• D (Directing) การสั่งการ
• CO (Co-ordinating) การประสานงาน
• R (Reporting) การรายงานต่อฝ่ายบริหาร
• B (Budgeting) การวางแผนการเงินบัญชีและการควบคุม